“เศรษฐศาสตร์ครอบครัวไทย” หนังสือกึ่งวิชาการเล่าประสบการณ์จริงของแม่คนหนึ่ง ถอดบทเรียนผ่านหลักเศรษฐศาสตร์

กรุงเทพฯ – ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดตัวหนังสือ “เศรษฐศาสตร์ครอบครัวไทย: ลงทุนในลูกอย่างชาญฉลาด” โดย ผศ.ดร.ธิติมา พลับพลึง นักเศรษฐศาสตร์การศึกษา ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัวและเรื่องราวของครอบครัวไทยมากกว่า 200 ครอบครัว ผ่านการวิเคราะห์ด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจง่าย พร้อมจำหน่ายทั้งรูปแบบหนังสือเล่มและ E-book

เล่าเรื่องจริง อธิบายด้วยทฤษฎี

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่งานวิจัยเชิงวิชาการหรือรายงานที่เต็มไปด้วยสถิติ แต่เป็นการเล่าเรื่องราวจากชีวิตจริงของผู้เขียนในฐานะแม่คนหนึ่ง รวมถึงประสบการณ์ของครอบครัวไทยที่เธอเคยพบเจอ แล้วนำหลักการทางเศรษฐศาสตร์มาช่วยอธิบายว่าทำไมสิ่งต่างๆ จึงเกิดขึ้น

ผู้เขียนเล่าว่า ตัวเธอเองเคยลงทุนซื้อคอร์สเรียนออนไลน์ให้ลูกสาวไปกว่า 145,000 บาท ด้วยความตั้งใจดี แต่กลับพบว่าลูกใช้งานได้เพียง 67%

“ฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์การศึกษา ฉันลองนำทฤษฎีต่างๆ มาวิเคราะห์ดู และพบว่ามันช่วยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีมาก” ผู้เขียนกล่าว

ใช้หลักเศรษฐศาสตร์อธิบายชีวิตประจำวัน

หนังสือเล่มนี้นำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เป็นที่รู้จัก เช่น ทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital Theory) ของ Gary Becker, ทฤษฎีต้นทุนโอกาส (Opportunity Cost), และทฤษฎีพอร์ตโฟลิโอ มาใช้เป็นเครื่องมือในการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในการเลี้ยงดูบุตรหลาน

“ฉันไม่ได้ทำวิจัยเก็บข้อมูลหรือวิเคราะห์สถิติ แต่ใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์มาเป็นกรอบในการอธิบายว่า ทำไมการตัดสินใจบางอย่างของผู้ปกครองถึงได้ผล ขณะที่บางอย่างไม่ได้ผล” ผู้เขียนอธิบาย

ตัวอย่างเช่น เมื่อเล่าเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่ต้องเลือกระหว่างโรงเรียนดังที่ไกลบ้าน กับโรงเรียนใกล้บ้าน ผู้เขียนใช้แนวคิด “ต้นทุนโอกาส” มาช่วยอธิบายว่า การเลือกทางหนึ่ง จะเสียโอกาสอะไรไปบ้าง และทำไมครอบครัวนี้ถึงตัดสินใจแบบนั้น

รวบรวมประสบการณ์ครอบครัวไทยจริง

หนังสือประกอบด้วยเรื่องราวจากหลายแหล่ง:

ประสบการณ์ส่วนตัว จากการเลี้ยงดูลูกสาวของผู้เขียนเอง ตั้งแต่การตัดสินใจของคุณยาย (แม่ของผู้เขียน) ที่เลือกเกษียณก่อนกำหนดเพื่อดูแลหลาน ไปจนถึงการวางแผนการศึกษาในแต่ละช่วงวัย

กลุ่มเพื่อนผู้ปกครอง โดยเฉพาะกลุ่ม “ดรีมทีม” ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ปกครอง 6 ครอบครัวที่ช่วยกันดูแลและวางแผนการศึกษาลูกร่วมกันเป็นเวลา 9 ปี

ครอบครัวอื่นๆ ที่ผู้เขียนเคยพบ ทั้งในฐานะอาจารย์ เพื่อนร่วมงาน และคนรู้จัก รวมกว่า 200 ครอบครัว

“หนังสือเล่มนี้เขียนจากประสบการณ์และการสังเกต ไม่ใช่จากการทำวิจัย ดังนั้นตัวเลขหรือกรณีศึกษาที่ปรากฏในหนังสือเป็นตัวอย่างจริงที่ฉันเคยพบเจอ แต่อาจไม่ได้เป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด” ผู้เขียนย้ำ

เขียนให้เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน

แม้จะใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มาอธิบาย แต่ผู้เขียนเลือกใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคที่ยากเกินไป และอธิบายแนวคิดต่างๆ ผ่านเรื่องราวและตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม

หนังสือยังมี “ดัชนีคำศัพท์เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการเข้าใจและนำไปใช้ในชีวิตจริง” ท้ายเล่ม เพื่อให้ผู้อ่านที่ไม่มีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์สามารถติดตามเนื้อหาได้

“ฉันเขียนแบบคุยกับเพื่อน มากกว่าเขียนเหมือนตำรา ต้องการให้ผู้ปกครองรู้สึกว่า ‘อ๋อ แบบนี้เอง’ มากกว่า ‘ไม่เข้าใจเลย’” ผู้เขียนอธิบายแนวทางการเขียน

มีเครื่องมือประยุกต์ใช้ แต่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ

นอกจากเล่าเรื่องและอธิบายทฤษฎีแล้ว หนังสือยังมีเครื่องมือง่ายๆ ที่ผู้ปกครองสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ เช่น “5 คำถามก่อนลงทุนการศึกษา” หรือ “กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงในการพัฒนาทักษะ”

ผู้เขียนเตือนว่า เครื่องมือเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกครอบครัว

“แต่ละครอบครัวมีบริบทที่แตกต่างกัน สิ่งที่ได้ผลกับครอบครัวหนึ่ง อาจไม่ได้ผลกับอีกครอบครัวหนึ่ง หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงมุมมองหนึ่งที่อาจช่วยให้ผู้ปกครองมีกรอบคิดในการตัดสินใจ” ผู้เขียนกล่าว

เน้นความสมดุลและความสุข

แนวคิดสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อ คือ การลงทุนการศึกษาไม่ควรมองแค่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความสุขและความสมดุลของเด็กด้วย

หนังสือนำเสนอหลายกรณีที่ครอบครัวลงทุนมาก แต่ลูกไม่มีความสุข และผลที่ตามมาคือความสัมพันธ์ในครอบครัวแย่ลง การเรียนไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวัง และเด็กสูญเสียแรงจูงใจในการเรียนรู้

“ผลตอบแทนที่แท้จริงของการลงทุนการศึกษา ไม่ใช่แค่คะแนนสอบหรือเงินเดือนที่ลูกจะได้ในอนาคต แต่รวมถึงความสุข ความสัมพันธ์ในครอบครัว และทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ผู้เขียนกล่าว

โครงสร้างหนังสือ 10 บท

หนังสือมีความยาว 488 หน้า แบ่งเป็น 10 บท โดยแต่ละบทนำเสนอทฤษฎีเศรษฐศาสตร์หนึ่งทฤษฎี แล้วเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง เช่น:

  • บทที่ 1: ทฤษฎีทุนมนุษย์ – เล่าเรื่องการลงทุน 145,000 บาทที่ไม่คุ้มค่า
  • บทที่ 2: ทฤษฎีต้นทุนโอกาส – เล่าเรื่องคุณยายที่เลือกเกษียณก่อนกำหนด
  • บทที่ 6: ทฤษฎีพอร์ตโฟลิโอ – เล่าเรื่องลูกที่มีพรสวรรค์หลายด้านจะเลือกอย่างไร
  • บทที่ 8: การเลี้ยงดูลูกในยุค AI – เล่าถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับโลกที่เปลี่ยนไป

เหมาะกับผู้ปกครองที่ต้องการมุมมองใหม่

ผู้เขียนระบุว่า หนังสือเล่มนี้เหมาะกับผู้ปกครองที่:

  • กำลังมองหากรอบคิดใหม่ในการวางแผนการศึกษาลูก
  • สนใจที่จะเข้าใจ “ทำไม” มากกว่าแค่ “ทำอย่างไร”
  • ชอบอ่านเรื่องราวและกรณีศึกษามากกว่าตำราแห้งๆ
  • ต้องการใช้เงินอย่างคุ้มค่าและมีเหตุผล

“ถ้าคุณคาดหวังว่าจะได้สูตรสำเร็จหรือคำตอบที่ชัดเจนว่าต้องทำอย่างไร หนังสือเล่มนี้อาจไม่ใช่ แต่ถ้าคุณอยากได้มุมมองใหม่ อยากเข้าใจว่าทำไมสิ่งต่างๆ ถึงเป็นแบบนั้น และอยากมีกรอบคิดในการตัดสินใจด้วยตัวเอง หนังสือเล่มนี้อาจเป็นประโยชน์” ผู้เขียนกล่าวทิ้งท้าย

จำหน่ายทั้งเล่มและ E-book

หนังสือ “เศรษฐศาสตร์ครอบครัวไทย: ลงทุนในลูกอย่างชาญฉลาด” จำหน่ายแล้วทั้งในรูปแบบหนังสือเล่ม ณ ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรูปแบบ E-book ผ่านทางเว็บไซต์ https://www.chulabook.com/business-economics/234811

ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อได้ตามความสะดวก ทั้งสำหรับผู้ที่ชอบอ่านหนังสือเล่ม และผู้ที่ต้องการความสะดวกในการอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม:
ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เว็บไซต์: https://www.chulabook.com
Facebook: ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Tags

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า